ประวัติความเป็นมาของหุ่นละครเล็ก

          ละครเล็กเป็นการแสดงที่เกิดขึ้นเมื่อ 70 กว่าปีมานี้เอง ผู้ให้กำเนิด คือ นายแกร ศัพทวนิช ซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับนายเปียก ประเสริฐกุล เจ้าของคณะหุ่นกระบอกอันเลื่องชื่อในเวลานั้น นายแกรเป็นชาวตลาดหัวรอ จังหวัดอยุธยา เล่ากันว่านายแกรเล่นเป็นตัวเจ้าเงาะแต่ยังแสดงได้ไม่ถึงขั้น จึงได้รับขนานนามว่า "ครูแกร เงาะกำมะลอ" ต่อมามีงานแสดงน้อยลงครูแกรจึงล่องเรือเข้ากรุงเทพฯ มาจอดพักอยู่ที่คลองมหานาค หน้าวังสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยยึดอาชีพแสดงละครเป็นหลัก ภายหลังได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในวังวรดิศ และหลายปีต่อมานายแกรได้ซื้อบ้านหลังหนึ่งในตรอกขี้เถ้า (ถนนดำรงรักษ์ในปัจจุบัน) หน้าวังวรดิศนั่นเอง
          นายแกรคิดประดิษฐ์ละครเล็กขึ้น เนื่องจากได้เห็นหุ่นหลวงแล้วเกิดความสนใจ ได้พยายามทำให้เหมือนหุ่นหลวงมากที่สุด แต่ทำไม่ได้เพราะสายใยมาก จึงดัดแปลงให้สายใยน้อยลง หุ่นตัวแรกที่นายแกรสร้างคือหุ่นตัวพระ เมื่อสร้างได้ครบโรงก็นำออกแสดงให้เจ้านายในวังวรดิศทอดพระเนตรเป็นครั้งแรก โดยแสดงเรื่องพระอภัยมณี ตอนตีเมืองอา อันเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมมาก บรรดาเจ้านายเจ้านายที่ทอดพระเนตรต่างเรียกการแสดงนี้ว่า "ละครเล็ก" กันทุกพระองค์ ส่วนชาวบ้านเรียกว่า "หุ่นครูแกร" ต่อมานายแกรก็รับแสดงในงานทั่วไป อัตราค่าจ้างคืนละ 100 บาท และตั้งชื่อคณะว่า "ละครเล็กครูแกร" คนทั่วไปก็เรียกกันติดปากมาจนทุกวันนี้ นายแกรคงแสดงละครเล็กที่วังวรดิศอีกหลายครั้ง
          ละครเล็กไม่ได้รับความนิยมในยุคต่อมาเพราะการแสดงล่าช้า ไม่ทันใจผู้ชม การเชิดก็ยุ่งยาก ปัจจุบันผู้เชิดเป็นเหลืออยู่นับคนได้ คือ คณะสาครนาฏศิลป์ ของ ครูสาคร ยังเขียวสด หรือ "โจหลุยส์" ซึ่งยังคงสืบทอดศิลปะการแสดงหุ่นละครเล็กไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานอยู่ในปัจจุบันนี้

ลักษณะหุ่นละครเล็ก

 

         ละครเล็กเป็นหุ่นที่มีแขน ขา มือ เท่าแบบหุ่นหลวง สูงประมาณ 1 เมตร ข้างในกลวงเป็นโพรง โครงหุ่นท่อนบนทำด้วยกระดาษข่อย ท่อนล่างทำด้วยโครงลวดวงไว้ 2 - 3 เส้น มีสายใยอยู่ภายในลำตัว ถ้าเป็นตัวเอกจะมีสายใยที่ข้อมือด้วย ทำให้หักข้อมือ และชี้นิ้วได้ ส่วนตัวตลกมีมือแข็งๆขยับไม่ได้ หุ่นบางตัวโดยเฉพาะตัวนางที่แปร๋นๆจะมีชิ้นไม้สี่เหลี่ยมเล็กๆ 2 ชิ้น อยู่ภายในตรงคอให้คนเชิดกดเพื่อให้หุ่นยักคอได้แบบละครจริงๆ ตัวพระไม่มีชิ้นไม้ที่ว่านี้ ดังนั้นจึงได้แต่เหลียวคอซ้ายขวาตามธรรมดา ส่วนตัวตลกอ้าปากได้ ตัวหุ่นประเภทนี้ใช้ผ้ามุ้งแซมตรงคอเพื่อให้ย่นๆจะได้อ้าปากหุบปากได้ หุ่นทุกตัวกลอกตาไม่ได้เพราะตาทำด้วยลูกแก้วแข็ง หัวโขนก็ถอดไม่ได้ แต่ตัวนางผีเสื้อสมุทรซึ่งขนาดใหญ่กว่าหุ่นทุกตัวถอดหัวได้ ละครเล็กแต่งกายแบบโขนละคร เสื้อผ้าปักด้วยลูกปัด และดิ้นเลื่อม ประณีตพอสมควร เครื่องประดับมีครบครันแบบโขนละครจริงๆ ส่วนกำไลทำด้วยรักปั้นเป็นวงแล้วปิดทอง
         หุ่นละครเล็กของครูแกรเท่าที่เหลืออยู่ขณะนี้มีประมาณ 30 กว่าตัว เก็บรักษาไว้ที่เมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ หุ่นที่นายแกรสร้างมีเป็นจำนวนมาก เช่น เรื่องพระอภัยมณี นอกจากหุ่นตัวเอกแล้วยังมีหุ่น 12 ภาษาครบ และมีชื่อประจำตัวหุ่นด้วย หุ่นเหล่านี้ใช้สำหรับเล่นตอนศึกเก้าทัพ ที่อยู่ที่เมืองโบราณมีเจ้าจีน เจ้าพม่า เจ้าแขก เจ้าฝรั่ง ที่หายไปคงชำรุด และทิ้งน้ำไปบ้าง โดยเฉพาะหุ่นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์หลายตัวที่ชำรุดมากได้ทิ้งน้ำไป เพราะนายแกรสั่งไว้ก่อนตายว่าถ้าหุ่นตัวใดชำรุดจนซ่อมไม่ไหวก็ให้ทิ้งน้ำห้ามขายให้ใคร เนื่องจากนายแกรหวงแหนหุ่นมาก นอกจากลูกหลานแล้วใครจะจับหุ่นดูไม่ได้เลย ตอนสร้างหุ่นก็ปิดประตูลงกลอนไม่ให้ใครเห็น และแช่งไว้ด้วยว่าถ้าใครจำแบบหุ่นไปสร้างก็ขอให้มีอันเป็นไปต่างๆนานา นอกจากหุ่นที่เป็นตัวคนแล้วยังมีหุ่นเรือสำเภา ม้ามังกร นาค ปลา หอย เอาไว้เล่นตอนนางผีเสื้อสมุทรตามพระอภัยมณี

การเชิดหุ่นละครเล็ก

         หุ่นละครเล็กเคลื่อนไหวได้เพราะคนเชิดซึ่งต้องมีความชำนาญมาก หุ่นบางตัวคือ ตัวพระ ยักษ์ และลิงต้องใช้คนเชิดถึง 3 คน ตัวนางใช้คนเชิด 2 คน ส่วนตัวตลกใช้คนเชิดเพียงคนเดียว ในการเชิดหุ่นตัวหนึ่งผู้เชิดจะต้องแบ่งหน้าที่กัน และจะต้องร่วมงานกันอย่างดีเยี่ยม คนที่หนึ่งจะเป็นหลักในการเชิด โดยสอดมือข้างซ้ายเข้าไปอยู่ในลำตัวละครเล็กเพื่อจับเดือยซึ่งเป็นก้านคอให้ตัวหุ่นกลอกหน้าหรือยักคอได้ ส่วนมือขวาต้องจับก้านเหล็ก (มือขวาของตัวหุ่น) ซึ่งมีลูกรอกติดอยู่เพื่อบังคับให้มือหุ่นเคลื่อนไหวได้ คนที่สองต้องใช้มือขวาของตนจับก้านเหล็กมือซ้ายของหุ่น เวลาเชิดก็ต้องทำท่าทางสัมพันธ์กับมือขวาด้วย ส่วนคนที่สามต้องใช้มือสองข้างจับเดือยที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของตัวหุ่น เพื่อคอยยกเท้า เปลี่ยนเท้า ซอยเท้า โดยต้องให้สัมพันธ์กับท่ารำ เทคนิคการเชิด เช่น การกล่อมตัว จังหวะ ฯลฯ ต้องใช้ความชำนาญ และประสบการณ์ของผู้เชิด

 

         เรื่องที่ใช้แสดงละครเล็กมักเป็นเรื่องจักรๆวงศ์ๆ เช่น พระอภัยมณี สังข์ทอง ลักษณวงศ์ แก้วหน้าม้า โสนน้อยเรือนงาม ฯลฯ และแสดงเรื่องรามเกียรติ์ด้วย เรื่องที่นิยมที่สุดคือเรื่องพระอภัยมณี เรื่องอื่นๆก็เล่นบ้างแต่น้อย บางทีเล่นเป็นตอนสั้นๆ เช่น สังข์ทอง จับตอนเจ้าเงาะกับนางรจนา บทร้องใช้บทตามวรรณคดี นายแกรแต่งเติมเองบ้าง มีต้นเสียง และลูกคู่ร้องรับ มีการบอกบทเช่นเดียวกับละครนอก เครื่องดนตรีใช้วงปี่พาทย์เครื่องห้าหรือเครื่องคู่ก็ได้ ไม่มีซออู้แบบหุ่นกระบอก ใช้เพลงสองชั้น และร่ายเป็นพื้น คนเชิดเป็นคนเจรจา ถ้าหุ่นนั้นมีคนเชิดหลายคนก็ผลัดกันเจรจาก็ได้

 

         ฉากของละครเล็กแบ่งเป็น 3 ตอน ตรงกลางทำเป็นฉากท้องฟ้าหรือทิวทัศน์ ส่วนซ้ายและขวาหักมุมเข้าไปทางข้างหลังโรง ทางซ้ายมือผู้ชมทำเป็นฉากป่า ขวามือเป็นฉากปราสาทราชมณเฑียร ฉากแต่ละส่วนมีประตู 2 ประตูรวมทั้งหมดมี 6 ประตูสำหรับให้หุ่นเข้าออก