ความหมายของคำว่า "ระบำ รำ
ฟ้อน"
ระบำ เป็นคำกริยา
หมายถึง การแสดงที่ต้องใช้คนจำนวนมากกว่า 2 คนขึ้นไป
ซึ่งการแสดงนั้นๆจะใช้เพลงบรรเลงโดยมีเนื้อร้องหรือไม่มีเนื้อร้องก็ได้
ระบำนั้นเป็นศิลปะของการร่ายรำที่เป็นชุด ไม่ดำเนินเป็นเรื่องราว
ผู้รำแต่งกายงดงาม
จุดมุ่งหมายเพื่อแสดงความงดงามของศิลปะการรำไม่มีการดำเนินเรื่อง
รำ เป็นคำกริยา หมายถึง
แสดงท่าเคลื่อนไหวคนเดียวหรือหลายคน โดยมีลีลา
และแบบท่าของการเคลื่อนไหว
และมีจังหวะลีลาเข้ากับเสียงที่ทำจังหวะเพลงร้องหรือเพลงดนตรี
รำในความหมายต่อมาคือ
"รำละคร"
ฟ้อน หมายถึง
การแสดงกริยาเดียวกับระบำหรือการรำ
เพียงแต่เรียกให้แตกต่างกันไปตามท้องถิ่น
จัดเป็นการแสดงพื้นเมืองของภาคนั้นๆ แต่ในรูปของการแสดงแล้วก็คือ
ลักษณะการร่ายรำนั่นเอง
ที่ผู้แสดงต้องแสดงให้ประณีตงดงาม
ประเภทของระบำ จำแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ
ระบำมาตรฐาน
เป็นระบำแบบดั้งเดิมที่มีมาแต่โบราณกาล
ไม่สามารถนำมาเปลี่ยนแปลงท่ารำได้
เพราะถือว่าเป็นการร่ายรำที่เป็นแบบฉบับ
บรมครูนาฏศิลป์ได้คิดประดิษฐ์ไว้
และนิยมนำมาเป็นแบบแผนในการรำที่เคร่งครัด การแต่งกายของระบำประเภทนี้
มักแต่งกายในลักษณะที่เรียกว่า
"ยืนเครื่อง"
ระบำที่ปรับปรุงขึ้นใหม่
เป็นลักษณะระบำที่ปรับปรุงหรือประดิษฐ์ขึ้นใหม่
โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้แสดง และการนำไปใช้ในโอกาสต่างๆกัน
จำแนกออกเป็น
- ปรับปรุงมาจากพื้นบ้าน หมายถึง
ระบำที่คิดประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้นมาจากแนวทางความเป็นอยู่ของคนพื้นบ้าน
การทำมาหากิน อุตสาหกรรม
ขนบธรรมเนียมประเพณีในแต่ละท้องถิ่นออกมาในรูประบำ
เพื่อเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่นของตน เช่น เซิ้งบั้งไฟ
เต้นกำรำเคียว ระบำงอบ ระบำกะลา ฯลฯ
- ปรับปรุงมาจากท่าทางของสัตว์ หมายถึง
ระบำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่ตามลักษณะลีลาท่าทางของสัตว์ชนิดต่างๆ
บางครั้งอาจนำมาใช้ประกอบการแสดงโขน - ละคร
บางครั้งก็นำมาใช้เป็นการแสดงเบ็ดเตล็ด เช่น
ระบำนกยูง
ระบำนกเขา
ระบำมฤครำเริง ระบำตั๊กแตน ฯลฯ
- ปรับปรุงมาจากตามเหตุการณ์ หมายถึง
ระบำที่คิดประดิษฐ์ขึ้นใช้ตามโอกาสที่เหมาะสม เช่น
ระบำพระประทีป ระบำโคมไฟ ประดิษฐ์ขึ้นรำในวันนักขัตฤกษ์
ลอยกระทงในเดือนสิบสอง
ระบำที่เกี่ยวกับการอวยพรต่างๆสำหรับเป็นการต้อนรับ
และแสดงความยินดี
- ปรับปรุงขึ้นใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน
ระบำประเภทนี้เป็นระบำประดิษฐ์
และสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางสื่อนำสู่บทเรียน เหมาะสำหรับเด็กๆ
เป็นระบำง่ายๆ เพื่อเร้าความสนใจประกอบบทเรียนต่างๆ เช่น ระบำสูตรคูณ
ระบำวรรณยุกต์ ระบำเลขไทย ฯลฯ
ระบำประเภทปรับปรุงขึ้นใหม่นี้ ลักษณะท่าทางจะไม่ตายตัว
มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ ตัวบุคคล ตลอดจนฝีมือ
และความสามารถของผู้สอน และตัวนักเรียนเอง
ประเภทของการรำ การรำจะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ 2
ประเภท คือ
แบ่งตามลักษณะของการแสดงโขน - ละคร
ได้แก่
1. การรำหน้าพาทย์
เป็นการรำประกอบเพลงแบบหนึ่ง ซึ่งได้มีผู้ให้ความหมายของคำว่า
"หน้าพาทย์" ไว้ดังนี้
"การรำหน้าพาทย์ คือ การรำตามทำนองเพลงดนตรีปี่พาทย์
บรรเลงประกอบการแสดงโขน ละคร
และอื่นๆ ผู้แสดงจะต้องเต้นหรือรำไปตามจังหวะ
และทำนองเพลงที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะหรือถือหลักการบรรเลงเป็นสำคัญ"
ในการแสดงโขน - ละคร
ตามท้องเรื่องผู้แสดงจะต้องใช้เพลงหน้าพาทย์ให้เหมาะสม
ซึ่งปรมาจารย์ได้บัญญัติความหมาย และวิธีใช้ดังนี้
หน้าพาทย์ที่ใช้กับกิริยาไป - มาใกล้ และไกลเช่น
| เสมอ |
ใช้สำหรับการไป -
มาในระยะใกล้ๆของตัวละครโขนทั่วไป |
| เสมอมาร |
ใช้สำหรับพญายักษ์ |
| เสมอสามลา |
ใช้สำหรับพญายักษ์ใหญ่ แสดงถึงความไป -
มาด้วยความโอ่อ่า สง่างาม และภาคภูมิ เช่น ทศกัณฐ์
หรือการแสดงโขนตอนสามทัพ ซึ่งมีตัวละคร คือ ทศกัณฐ์ สหัสเดชะ
และมูลพลัม เป็นต้น |
| เสมอเถร |
ใช้สำหรับฤาษี และนักพรต |
| เสมอตีนนก(บาทสกุณี) |
ใช้สำหรับตัวแสดงที่เป็นท้าวพญากษัตริย์ไป
- มาด้วยความสง่างาม เช่น พระราม พระลักษณ์ อิเหนา
เป็นต้น |
| เสมอเข้าที่ |
ใช้สำหรับเชิญพระฤาษี ครูอาจารย์
หรือใช้ในพิธีไหว้ครู |
| เสมอข้ามสมุทร |
ใช้สำหรับพระรามยกกองทัพข้ามมหาสมุทรไปกรุงลงกา |
| เสมอผี |
ใช้สำหรับพญายม ภูติผีปีศาจ
หรือพิธีไหว้ครู |
| เสมอตาม |
เพลงเสมอทีมีลีลา และทำนองเป็นสำเนียงภาษา
เช่น มอญ(เสมอมอญ) ลาว(เสมอลาว) แขก(เสมอแขก) พม่า(เสมอพม่า)
เป็นต้น ใช้ประกอบกิริยาไป -
มาของตัวละครที่สมมุติเป็นชาติต่างๆ |
| เชิด |
ใช้สำหรับตัวละครทั่วไปที่ไป -
มาในระยะทางไกลๆอย่างรีบด่วน |
| เชิดฉาน |
ใช้ในการติดตามสัตว์ เช่น พระรามตามกวาง
ย่าหรันตามนกยูง |
| เชิดจีน |
แสดงถึงลักษณะการเลี้ยวไล่
หลอกล่อในการติดตามจับ เช่น รามสูร - เมขลา
พระลอตามไก่ |
| ฉะเชิด |
เป็นลีลาท่ารำเฉพาะของตัวแสดงเป็นเจ้าเงาะในกิริยาไป -
มาในระยะทางไกลเช่นเดียวกับเชิด |
| เหาะ |
ใช้สำหรับเทวดา นางฟ้า ในการไป -
มาในที่ต่างๆด้วยกิริยารวดเร็ว |
| โคมเวียน |
ใช้สำหรับเทวดา นางฟ้า ในการไป -
มาเป็นหมวดหมู่มีระเบียบ |
| กลองโยน |
ใช้ในขบวนแห่หรือการเดินทัพของกษัตริย์
โดยเคลื่อนไปอย่างช้าๆ |
| พญาเดิน |
ใช้สำหรับการไป -
มาของตัวเอกหรือกษัตริย์ |
| กลม |
ใช้สำหรับการไป - มาของเทพเจ้า เช่น
พระนารายณ์ พระอิศวร สำหรับมนุษย์ที่ใช้เพลงกลมคือเจ้าเงาะ
เพราะเหาะเหินเดินอากาศได้อย่างเทวดา |
| ชุบ |
ใช้สำหรับนางกำนัล คนรับใช้ |
| โล้ |
ใช้สำหรับการเดินทางไป -
มาทางน้ำ |
| แผละ |
ใช้สำหรับการเดินทางไป - มาของสัตว์ปีก
เช่น ครุฑ |
หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการรื่นเริง สนุกสนาน เช่น
| กราวรำ |
ใช้สำหรับการแสดงในความหมายเยาะเย้ย
หรือฉลองความสำเร็จ |
| สีนวล |
ใช้สำหรับท่วงทีเยื้องยาตรนาดกราย
หรือความรื่นเริงบันเทิงใจของอิสตรี |
| เพลงช้า - เพลงเร็ว -
เพลงลา |
ใช้สำหรับความเบิกบานใจในการไป - มาอย่างสุภาพ งดงาม
แช่มช้อย และเมื่อไปถึงที่หมายแล้วจะบรรเลงเพลงลา ปกติเพลงเร็ว -
เพลงลา มักบรรเลงหรือรำติดต่อกัน ใช้ประกอบการแสดงตอนขึ้นเฝ้า
เป็นต้น |
หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการจัดทัพ และการตรวจพลเช่น
| กราวนอก |
ใช้สำหรับการตรวจพลยกทัพของมนุษย์
และวานร |
| กราวใน |
ใช้สำหรับการตรวจพลยกทัพของฝ่ายยักษ์ |
| กราวกลาง |
ใช้สำหรับการตรวจพลยกทัพของมนุษย์ในการแสดงละคร |
| ปฐม |
ใช้สำหรับการตรวจพลยกทัพของแม่ทัพนายกองฝ่ายพระราม คือ
สุครีพ และฝ่ายลงกา คือ มโหทร |
หน้าพาทย์ที่ใช้ในการต่อสู้ และติดตาม เช่น
| เชิดกลอง |
ใช้ในการยกทัพ
หรือการต่อสู้ทั่วๆไป |
| เชิดฉิ่ง |
ใช้ในการค้นหา
การลอบเข้าออกในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง การเหาะลอยไปในอากาศ
การใช้อาวุธ |
| เชิดนอก |
ใช้ประกอบกิริยาตัวละครที่มิใช่มนุษย์โลดไล่จับกัน เช่น
หนุมานจับนางเบญกาย เป็นต้น |
หน้าพาทย์ที่ใช้สำหรับการนอน การอาบน้ำ การกิน เช่น
| ตระนอน |
ใช้สำหรับการนอน |
| ตระบรรทมสินธุ์ |
ใช้สำหรับการนอนของพระนารายณ์ |
| ตระบรรทมไพร |
ใช้สำหรับการนอนของตัวละครที่ค้างแรมในป่า
และใช้สำหรับพิธีไหว้ครูโขน - ละคร |
| ลงสรง |
ใช้สำหรับการอาบน้ำ |
| เซ่นเหล้า |
ใช้สำหรับประกอบการกินอาหาร ดื่มสุรา
และใช้ในพิธีไหว้ครูโขน - ละคร |
หน้าพาทย์ที่ใช้ในการเล้าโลมแสดงความรักใคร่ และเสียใจ เช่น
| โลม |
ใช้สำหรับบทเกี้ยวพาราสีเล้าโลมด้วยความรัก |
| ทยอย |
ใช้สำหรับการแสดงความเศร้าโศกเสียใจด้วยการร้องไห้ |
| โอดชั้นเดียว |
ใช้สำหรับแสดงกิริยาร้องไห้
เมื่อเสียใจไม่มาก หรือใช้กับการร้องไห้ทั่วไป |
| โอดสองชั้น |
ใช้สำหรับแสดงกิริยาร้องไห้เมื่อเสียใจมาก
และนิยมใช้ในการแสดงละครใน |
| โอดเอม |
ใช้สำหรับแสดงกิริยาร้องไห้เมื่อดีใจ |
หน้าพาทย์ที่ใช้แสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ เช่น
| ตระนิมิต |
ใช้สำหรับการแปลงกาย
หรือเนรมิตขึ้นด้วยเวทมนตร์ |
| ชำนาญ, ตระบองกัน |
ใช้สำหรับเนรมิต ประสิทธิ์ประสาทพร
หรือแปลงตัว (ใช้สำหรับตัวพระ ตัวนาง และตัวยักษ์) |
| ตระสันนิบาต |
ใช้ประกอบพิธีชุมนุม กระทำพิธีสำคัญๆ เช่น
พิธีไหว้ครู |
| คุกพากย์ และรัวสามลา |
ใช้สำหรับการแผลงอิทธิฤทธิ์ |
| โอดเอม |
ใช้สำหรับแสดงกิริยาร้องไห้เมื่อดีใจ |
- การรำบท
เป็นการรำอีกประเภทหนึ่งซึ่งได้มีผู้ให้ความหมายต่างๆ ดังนี้
- การรำบท คือ
การแสดงท่าทางแทนคำพูดให้มีความหมายต่างไป
รวมทั้งแสดงอารมณ์ด้วย
- การรำบท คือ
การแสดงท่าทางไปตามบท และไม่ใช้เสียงประกอบการพูด
ฉะนั้นจึงหมายถึงการแสดงในความหมายของนาฏศิลป์
โดยใช้ภาษาท่าทางสื่อความหมาย
ประเภทที่แบ่งตามลักษณะของการรำ
- รำเดี่ยว คือ
การแสดงการรำที่ใช้ผู้แสดงเพียงคนเดียว ได้แก่ การรำฉุยฉายต่างๆ เช่น
ฉุยฉายวันทอง ฉุยฉายเบญกาย เป็นต้น
- รำคู่
คือการแสดงที่นิยมใช้เบิกโรงอาจจะเกี่ยวข้องกับการแสดงหรือไม่ก็ได้
เช่น รำประเลง รำแม่บท รำอวยพร
หรือเป็นการรำคู่ที่ตัดตอนมาจากการแสดงละคร
เช่นพระลอตามไก่จากเรื่องพระลอ
- รำหมู่ คือ
การแสดงที่ใช้ผู้แสดงมากกว่า 2 คนขึ้นไป มุ่งความงามของท่ารำ
และความพร้อมเพรียงของผู้แสดง เช่น
รำวงมาตรฐาน รำพัด รำโคมรำสีนวล
ประเภทของการฟ้อน
ศิลปการแสดง "ฟ้อน" ในลานนานั้น
มีลักษณะเป็นศิลปะที่ผสมกันโดยสืบทอดมาจากศิลปะของชนชาติต่างๆ
ที่มีการก่อตั้งชุมชนอาศัยอยู่ในอาณาเขตลานนานี้มาช้านาน
นอกจากนี้ยังมีลักษณะของการรับอิทธิพลจากศิลปะของชนชาติที่อยู่ใกล้เคียงกันด้วย
จากการพิจารณาศิลปะการฟ้อนที่ปรากฎในลานนายุคปัจจุบัน
ท่านอาจารย์ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แบ่งการฟ้อนออกเป็น 5 ประเภท
ดังนี้
- ฟ้อนที่สืบเนื่องมาจากการนับถือผี
เป็นการฟ้อนที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่อถือ และพิธีกรรม ได้แก่
ฟ้อนผีมด ผีเม็ง ฟ้อนผีบ้านผีเมือง เป็นต้น
- ฟ้อนแบบเมือง
หมายถึงศิลปะการฟ้อน ที่มีลีลาแสดงลักษณะเป็นแบบฉบับของ "คนเมือง"
หรือ "ชาวไทยยวน"
ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่เป็นปึกแผ่นในแว่นแคว้น "ลานนา" นี้
การฟ้อนประเภทนี้ ได้แก่
ฟ้อนเล็บ
ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ เป็นต้น
- ฟ้อนแบบม่าน
คำว่า "ม่าน" ในภาษาลานนา หมายถึง "พม่า"
การฟ้อนประเภทนี้เป็นการผสมผสานกันระหว่างศิลปะการฟ้อนของพม่ากับของไทยลานนา
ได้แก่ ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา
- ฟ้อนแบบเงี้ยวหรือไทยใหญ่ หมายถึง
การฟ้อนที่ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะการแสดงของชาวไทยใหญ่
(คนไทยลานนามักเรียกชาวไทยใหญ่ว่า "เงี้ยว"
ในขณะที่ชาวไทยใหญ่มักเรียกตนเองว่า "ไต") ได้แก่ การฟ้อนไต
ฟ้อนเงี้ยว กิ่งกะหร่า (กินราหรือฟ้อนนางนก) เป็นต้น
- ฟ้อนที่ปรากฎในการแสดงละคร
การฟ้อนประเภทนี้เป็นการฟ้อนที่มีผู้คิดสร้างสรรค์ขึ้นในการแสดงละครพันทาง
ซึ่งนิยมกันในราวสมัยรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ฟ้อนน้อยใจยา
ฟ้อนลาวแพน
ฟ้อนม่านมงคล เป็นต้น
การแสดงเบ็ดเตล็ด
เป็นการแสดงที่คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่
โดยอาจปรับปรุงจากการแสดงแบบมาตรฐาน คือ ยึดแบบ และลีลา
ตลอดจนความสวยงามในด้านท่ารำไว้ ลีลาท่าทางที่สำคัญยังคงไว้
อาจมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อให้งามขึ้น
หรือเพื่อความเหมาะสมกับสถานที่ที่นำไปแสดง