
สารประกอบเชิงซ้อน
สารประกอบเชิงซ้อนนี้ เกิดขึ้นระหว่างที่มีการย่อยอาหาร
และมีการเติมลงในอาหาร ในวัตถุดิบอาหารสัตว์ พวก เมล็ดถั่วเหลือง,
เมล็ดฝ้าย, เมล็ดทานตะวัน และกากเมล็ดงา มีสารประกอบที่ไม่ละลายของเกลือไฟเตต
ทำให้ฟอสฟอรัส และแร่ธาตุรองพวกสังกะสี ไม่เกิดการดูดซึมขาดสังกะสี
เติม เอมไซม์ไฟเตส = ทำให้ทำงานได้ดี / ลดมลภาวะ
ปัจจุบันมีการผลิตผลิตภัณฑ์สารประกอบเชิงซ้อน พวก คีเลต
เพื่อเพิ่มการใช้ประโยชน์ของแร่ธาตุรอง ได้แก่ สังกะสี
ทองแดง แมงกานีส และมีรายงานเกี่ยวกับน้ำตาลแลคโตส พบว่า
ช่วยในการดูดซึมของแร่ธาตุ พวก แคลเซียม สังกะสี แมงกานีส
นอกจากนี้ ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ เตตตราไซคลิน จัดเป็นสารคีเลตชนิดหนึ่ง
ช่วยให้เกิดการดูดซึมของ ฟอสฟอรัส แคลเซียม โคบอลต์
และทองแดง
การดูดซึมแร่ธาตุ
การดูดซึมแร่ธาตุมีหลายกลไกในการดูดซึมแร่ธาตุแต่ละชนิดอาจประกอบด้วยกลไกหลายกลไกที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
กลไกการดูดซึม
Sodium, Na
Sodium co - transport system กลไกการดูดซึมร่วมกับ
gluoose และ amina acid เป็นการดูดซึมที่เป็นสัดส่วนหลักของการดูดซึม
sodium
รูปที่
4-27 : กลไกการดูดซึม Sodium co - transport system
ที่มา : ภาวดี (2545)
Chloride
coupled sodium absorption เกิดขึ้นร่วมกับ Chlorid
โดยตรง ทำหน้าที่ขนส่งมาทำงานร่วมกันเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการเคลื่อนที่ของ
sodium และ chloride ข้ามผ่าน apical membrane โดย carbonic
acid เกิดการแตกตัวเป็น hydrogen และ bicarbonate แล้วเกิดการแลกเปลี่ยนที่
apical membrane โดย hydrogen อยู่ภายในเซลล์แลกเปลี่ยนกับ
sodium ion ที่อยู่ภายใน lumen ในเวลาเดียวกัน bicarbonate
อยู่ภายในเซลล์แลกเปลี่ยนกับ Chloride ที่อยู่ใน lumen
กลไกที่เกิดขึ้นที่ ileum และ colon
รูปที่
4-28 : กลไกการดูดซึม Chloride coupled sodium absorption
ที่มา : ภาวดี (2545)
Simple diffusion ความต่างทางเคมีไฟฟ้าที่มาทำให้ sodium
ที่อยู่ใน lumen เข้าไปใน enterocyte โดยตรง เป็นการขนส่งผ่าน
apical membrane
รูปที่
4-29 : กลไกการดูดซึม Simple diffusion
ที่มา : ภาวดี (2545)
กลไกการดูดซึม
Chloride, Cl
Chlaride-coupled sodium absorption เป็นการดูดซึมที่เกิดร่วมกับการดูดซึม
Sodium
Paracellular chloride absoaption การดูดซึมวิธีนี้เกิดขึ้นร่วมกับการดูดซึมแบบ
sodium co-transport ของ glucose และ amino acid เกิดเนื่องจากความต่างศักย์ไฟฟ้านำไปสู่การเคลื่อนที่
(ขนส่ง) ของประจุบวกผ่าน apical membrane
รูปที่
4-30 : กลไกการดูดซึม Paracellular chloride
ที่มา : ภาวดี (2545) absoaption
Direct exchange for bicarbonate คือ การแลกเปลี่ยนโดยตรงกับ
bicarbonated กลไกนี้ทำให้มีการขนส่ง bicarbonate เข้ามาใน
lumen ของลำไส้ เป็นผลให้ pH ใน rumen สูงขึ้น

รูปที่
4-31 : กลไกการดูดซึม Direct exchange for bicarbonate
ที่มา : ภาวดี (2545)
กลไกการดูดซึม
Potassium, K
ความเข้มข้นของ potessium ที่อยู่ในอาหารที่จะเข้าไปในทางเดินอาหารนั้นมีค่อนข้างสูง
กลไกคือ paracellular passive diffusion potassium จะถูกดูดซึมโดย
Simple diffusion ผ่าน paracellular route โดยน้ำจะถูกดูดซึมที่ลำไส้ส่วนบนเป็นผลให้มีความเข้มข้นของ
potassium ใน lumen ถูกทำให้ passive diffusion ของ
potassium เลยไม่เกิดขึ้น
รูปที่
4-32 : แสดงการดูดซึม Potassium, K
ที่มา : ภาวดี (2545)
วิธีการเสริมแร่ธาตุ
ให้ผสมในน้ำดื่ม, ให้เลียกินแบบเป็นอิสระ อาจให้เป็นแท่งแร่ธาตุ
(mineral block) หรือเป็นผงผสมเข้าไปในอาหาร โดยเฉพาะอาหารข้นสำเร็จ
ควรได้รับ แร่ธาตุโคบอล (Co) เพียงพอในอาหารเพื่อให้การสังเคราะห์
Vitamin B12 นอกจากนี้ สามารถให้เป็นสารละลายกรอกปาก
ความต้องการไวตามินในสัตว์เคี้ยวเอื้อง
ในสัตว์เคี้ยวเอื้องระยะเล็กมีความต้องการไวตามิน B-complex
เพราะระบบย่อยอาหารในกระเพาะรูเมนยังไม่สมบรูณ์ แต่เมื่อสัตว์เคี้ยวเอื้องมีการเจริญเติบโต
และมีพัฒนาระบบการหมัก สัตว์เคี้ยวเอื้องสามารถสังเคราะห์ไวตามิน
ไวตามินไบโอดิน (biotin) ไวตามินบี 12 และไวตามินเค
โดยจุลินทรีย์ในกระเพาะรูเมน จึงไม่จำเป็นจะต้องเสริมในอาหาร
ดังนั้นไวตามินที่ละลายได้ในไขมันที่เหลือจากไวตามินเค
คือ ไวตามิน A, D, E ซึ่งไม่สามารถสังเคราะห์ได้ในกระเพาะรูเมน
จึงจำเป็นต้องมีการฉีดเพิ่มให้ในรูป AD3E

รูปที่ 3-33 : แสดงตัวอย่าง Vitamin AD3E รูปแบบฉีด
ซึ่งสัตว์เคี้ยวเอื้องไม่สามารถสังเคราะห์ได้
ระบบการสืบพันธุ์โคนม
อวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้
เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้เรียกว่า อสุจิ (sperm) ผลิตจากส่วน
seminferous tubules ที่อยู่ในลูกอัณฑะ seminferous
tubules มีขนาดเล็กเมื่อรวมในท่ออสุจิขนาดใหญ่ที่เรียกว่า
Vas Deferens
รูปที่ 4-34 : แสดงอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้
ที่มา : James (2000)
อวัยวะสืบพันธุ์เพศเมีย
เซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (female sex cell) เรียกว่าไข่
(egg)
รูปที่
4-35 : แสดงอวัยวะสืบพันธุ์เพศเมีย
ที่มา : Shapiro (2003)
แหล่งฮอร์โมนทางการสืบพันธุ์
1. ไฮโปรธารามัส (hypothalamus)
2. ต่อมใต้สมอง (pitutaly gland)
3. อัณฑะและรังไข่ (gonads)
4. มดลูกและรก

รูปที่
4-36 : การทำงานฮอร์โมนทางการสืบพันธุ์
Hypothalamus
ควบคุมขบวนการที่สำคัญต่าง ๆ เช่น ความอยากอาหาร อัตราการเต้นของหัวใจ
พฤติกรรมทางเพศ
ผลิต GnRH เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์
Pitutaly
gland (ต่อมใต้สมอง)
ประกอบด้วย ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Anterior pitutaly
gland) และต่อมใต้สมองส่วนหลัง (Posterior pitutaly
gland )
รูปที่
4-37 : แสดงการทำงานของต่อมใต้สมอง
ที่มา : James and baker (2003)
ต่อมใต้สมองส่วนหน้า
(Anterior pitutaly gland)
สืบเนื่องจาก hypothalamus ผลิต Hormome กระตุ้นการทำงานของต่อมใต้สมองส่วนหน้าไปตามเส้นเลือด
ผลิต Gonadotropins (FSH, LH) และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
Prolactin กระตุ้นพฤติกรรมการเป็นแม่
Growth hormone (GH หรือ STH ) กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์กระตุ้นการเปลี่ยน
แปลงของไขมัน และลดการสะสม glucose
รูปที่
4-38 : แสดงการทำงานของต่อมใต้สมองส่วนหน้า
ต่อมใต้สมองส่วนหลัง
(Posterior pitutaly gland )
Oxytocin ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับบีบตัวของกล้ามเนื้อ
มดลูกระหว่างคลอด การผสมพันธุ์
เร่งการบีบตัวของท่อนำไข่ การเคลื่อนไหวอสุจิ กระตุ้นการหลั่งของน้ำนม
Vasopressin เกี่ยวข้องกับการดูดกลับของน้ำที่ไต
อัณฑะและรังไข่
(gonads)
รังไข่ : ผลิต Steroid hormone และ estrogen ทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศ
เช่น การเป็นสัด การพัฒนาเต้านม ความพร้อมของมดลูก การฝังตัวของไข่
โดยหลังจากการตกไข่เนื้อเยื่อก่อตัว เรียกว่า Curpus
luteum ผลิตฮอร์โมน progesterone ทำหน้าที่ กระตุ้นมดลูกยอมรับการฝังตัวของตัวอ่อน
และพยุงการตั้งท้องจนคลอด หากได้รับการผสมติด ฮอร์โมน
progesterone จะคงอยู่ แต่หากผสมไม่ติด Curpus luteum
จะสลายไป ทำให้ไม่สามารถผลิต progesterone ได้
อัณฑะ : ผลิต hormone เพศ เช่น testosterone เซลล์ที่ผลิต
hormone นี้ คือ Leydig cell จะผลิตภายใต้การควบคุมของ
LH
โดย Hormone testosterone จะกระตุ้นการพัฒนาการเจริญเติบโต
กระตุ้นกระบวนการผลิตอสุจิช่วงท้าย ยืดอายุของอสุจิ
และคงสภาวะพฤติกรรมทางเพศตลอดความกำหนัด

ปที่
4-39 : แสดงการผลิต hormone ภายในอัณฑะ
ที่มา : James and baker (2003)

ตารางที่
4-13 แสดงฮอร์โมนที่มีบทบาทต่อการเจริญและพัฒนาการของสัตว์เลี้ยง

บทบาทฮอร์โมนต่อการควบคุมระบบสืบพันธุ์เพศเมีย
ต่อมใต้สมองส่วนหน้าจะหลั่ง FSH เป็นผลให้รังไข่พัฒนา
และถุงไข่โตผลิต estrogen ทำให้โคแสดงการเป็นสัด เตรียมสภาพระบบสืบพันธุ์ให้พร้อม
และมีผลย้อนไปที่ต่อมใต้สมองส่วนหน้ากระตุ้นให้หลั่ง
LH ทำให้รังไข่เกิดการตกไข่ และเปลี่ยนถุงไข่ที่เหลือหลังการตกไข่กลายเป็น
Copus luteum (C.L) เพื่อผลิต Progesterone ฮอร์โมนนี้จะไปยับยั้งการผลิตและการหลั่งของ
FSH เพื่อรอการผสมพันธุ์ และรอการตั้งท้อง
รูปที่ 4-40 : แสดงบทบาทฮอร์โมนต่อการควบคุมระบบสืบพันธุ์เพศเมีย
ที่มา : James and baker (2003)
ตารางที่ 4-14 แสดงวงจรการเป็นสัดของโค
รูปที่ 4-41 : แสดงส่วนประกอบของไข่
ที่มา : มงคล (2543)

รูปที่
4-42 : แสดงผลของ Hormone ต่อการเป็นสัด
ที่มา : James and baker (2003)
ตารางที่
4-15 แสดงวงจรและระยะการเป็นสัดของสัตว์ชนิดต่าง ๆ



รูปที่
4-43 : แสดงการพัฒนา Corpus luteum (CL)
ที่มา : มงคล (2543)
รูปที่
4-44 : แสดงการเปรียบเทียบระยะการพัฒนา Follicle และ
Corpus luteum (CL) ในรังไข่
ที่มา : shapiro (2001)
หน้า
1 2
3 4
5 6
7 8
9 10