
อาหารผสมรวม
(Total mixed ration (TMR), Optimum Feeding, Optimum
ration, Complete feed)
เป็นการใช้อาหารหยาบและอาหารข้นพร้อมกันในแต่มื้อ
เพื่อแก้ปัยหาบ่มอาหารหยาบคุณภาพต่ำให้โคกินในปริมาณมากและไม่เลี่ยงกินเพื่อให้มีสารเพียงพอที่โคนมจะนำไปใช้สร้างน้ำนมโดยเฉพาะในฟาร์มที่มีการจัดการอาหารหยาบที่ไม่ดีพอสำหรับอาหารหยาบคุณภาพดีจากแหล่งอาหารหยาบมากที่สุดคือ
ช่วงฤดูฝน คุณภาพของหญ้าสดจะดี และควรใช้ประโยชน์จากหญ้าสดให้มากที่สุดโดยจัดให้โคกินเต็มตลอด
24 ชั่วโมง ลดอาหารข้นให้น้อยลง
อาหารสูตรรวม (TMR) ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเพียงการจัดจ่ายอาหารที่ต่างไปจากเดิม
คือ การนำเอาอาหารหยาบมาผสมกับอาหารข้น ด้วยเครื่องผสม
(mixing wagon) เพื่อให้อาหารคลุกเป็นเนื้อเดียว
ลักษณะของอาหาร
TMR
ลดขนาดของอาหารหยาบ เพื่อการผสมอาหารข้น ลดความฟ่ามของอาหาร
ช่วยเพิ่มปริมาณการกินได้ และการเลือกกินอาหาร การลดขนาดของอาหารหยาบจะทำให้ลดการเคี้ยวเอื้อง
การหมุนเวียนของน้ำลายลดลงซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของจุลินทรีย์ที่อยู่ในกระเพาะหมัก
TMR
ควรมีลักษณะดังนี้
อาหารหยาบและอาหารข้นในสัดส่วนที่เหมาะสม
ระดับพลังงานและโปรตีนครบตามความต้องการของสัตว์ระยะต่าง
ๆ
ระดับโปรตีนไหลผ่านกระเพาะหมัก 30 35% ของโปรตีนทั้งหมดในอาหาร
มี NDS ไม่เกิน 35%
ขนาดความยาวของอาหารหยาบ อยู่ระหว่าง 3 5 ช.ม. และมีเยื่อใย
ADF ประมาณ 20 25% หรือ NDF 30 35% สามารถรักษาความเป็นกรด
ด่าง ในกระเพาะให้คงที่
ความสำคัญของอาหารผสมรวม
เป็นวิธีที่ง่ายต่อการจัดการ
ประหยัดเวลาและแรงงาน ซึ่งโคจะได้รับโภชนะครบถ้วน ความเป็นกรดด่างในกระเพาะรูเมนมีสภาพเหมาะสมต่อสภาวะนิเวศน์ของการทำงานของจุลินทรีย์
การหมักย่อยดีขึ้น การดูดซึมอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และโคแสดงศักยภาพกาให้ผลผลิตอย่างเต็มที่
ข้อควรระวังในการใช้อาหารผสมรวม
บางครั้งอาจทำให้โคอ้วนหรือผอมเกินไป
ต้นทุนอาหารจะสูงขึ้นในเรื่องเครื่องจักรกลเพื่อผสมอัดเม็ดหรือบดวัตถุ
อาจเสียโภชนะระหว่างการเตรียมอาหารผสมรวม เช่น การอัดเม็ด
หรือการหมัก และอาหาร TMR และในอาหาร TMR ไม่ควรใส่ยูเรียเกิน
1%
ลักษณะของอาหารผสมรวมที่ดีควรพิจารณา
ขนาดของวัตถุดิบที่ใช้
อาหารหยาบและอาหารข้นจะมีผลต่อระดับของ pH ในกระเพาะ
รูเมน ค่า pH เกี่ยวข้องกับขนาด ถ้าขนาดยิ่งเล็กการย่อยได้ยิ่งสูงจะส่งผลให้ค่า
pH ต่ำ เป็นกรด ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับการดำรงอยู่ของจุลินทรีย์
และถ้าเป็นกรดมากจะทำให้จุลินทรีย์ตายได้
ตารางที่
3-67 แสดงผลของขนาดความยาวอาหารหยาบที่เลี้ยงต่อลักษณะการผลิตของโคนม
ลักษณะของ ค่าเฉลี่ย นน.วัตถุแห้งที่กิน ปริมาณนมที่ผลิต
ปริมาณไขมัน ค่า pH

ความชื้นของวัตถุดิบ
อาหารหยาบที่นำมาใช้ไม่ควรมีความชื้นสูง เพราะความชื้นสูงจะส่งผลต่ออาหารผสมรวมจะเสียง่าย
และการกินของโคนมจะลดลง
คุณภาพของวัตถุดิบ ควรจะมีคุณภาพดีและมีสารอาหารครบถ้วน
เพื่อให้ประโยชน์ที่เกิดจากการใช้อาหารผสมรวมเกิดได้สูงสุด
ผลอาหารผสมรวมต่อการให้นม
จากการศึกษาพบว่า
การให้อาหารผสมรวมน้ำนมเพิ่มขึ้น 1018% ต่ออาหารผสมรวมที่คิดเป็นวัตถุแห้ง
1 กิโลกรัม โดยการให้อาหารสามารถใช้เวลาในการผสมเพียงวันละ
2 ครั้ง และให้อาหารในแต่ละมื้อเพียงครั้งเดียว
ผลของอาหารผสมรวมต่อต้นทุนอาหาร
ทำให้ประสิทธิภาพการในการใช้อาหารเพิ่มขึ้น
ทำให้โคผลิตน้ำนมได้เพิ่มมากขึ้นใช้อาหารน้อยลง โคนมที่เลี้ยงด้วยอาหารผผสมรวมสามารถให้น้ำนมเพิ่มขึ้น
58% ใช้อาหารน้อยลงประมาณ 3% ทั้งนี้เนื่องจากสารอาหารถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
อาหารผสมรวมกับปัญหาสุขภาพของโค
ช่วงแรกการให้อาหาร
จะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ทำให้โคกินอาหารลดลง
น้ำนมลดลง การได้รับอาหารผสมรวมที่ถูกต้องจะพบปัญหานี้ลดลง
ตารางที่
3-68 แสดงเปอร์เซ็นต์อาหารหยาบต่ออาหารข้นเหมาะสมสำหรับสัตว์แต่ละชนิด
สิ่งสำคัญของโคที่ให้ผลผลิตมาก
มีความต้องการระดับพลังงานสูง และต้องมีสัดส่วนของอาหารหยาบกับอาหารข้นถูกต้องและสม่ำเสมอ
สูตรอาหาร TMR ที่ให้ต้องสอดคล้องกับระยะการให้นมและปริมาณของน้ำนมที่โคให้อยู่
โดยเฉพาะช่วงแรกของการให้นม ส่วนระยะกลางและระยะปลายควรเริ่มจำกัด
เพราะมีโอกาสอ้วนได้ง่ายเกินมาตราฐานความสมบูรณ์ส่งผลต่อการผสมติดครั้งต่อไป
เพราะฉะนั้น การผสมอาหาร TMR จะมีประสิทธิภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้จัดการฟาร์ม
การวิเคราะห์อาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง
การวิเคราะห์อาหารสัตว์มีหลายวิธี
ซึ่งแต่ละวิธีมีจุดเด่น จุดด้อยแตกต่างกัน ตามชนิด และประเภทของอาหาร
เช่น ในอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง นิยมวิเคราะห์อาหารข้นด้วย
Proximate Analysis และวิเคราะห์อาหารหยาบโดย Detergent
Method
วิธีวิเคราะห์แบบ
Weende หรือ Proximate Analysis
เป็นวิธีที่วิเคราะห์โดยประมาณ วิธีนี้นิยมในห้องปฏิบัติการอาหารสัตว์
คิดค้นครั้งแรกในประเทศเยอรมันนี โดย เฮนเนแบร์ก และโชติมันน์
(Henneberg and Stomann) ในปี ค.ศ.1862 เรียกวิธีวิเคราะห์นี้ว่า
วีนเดอร์ (Weende analysis) ต่อมาสหรัฐอเมริกาได้นำมาปรับปรุง
และทำให้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า พรอกซิเมท อนาไลซิส
(Proximate analysis)
การวิเคราะห์วิธีนี้แบ่งออกเป็น
6 กลุ่มคือ
1. ความชื้น (Moisture)
2. เถ้า (Ash)
3. โปรตีนรวม (Crude Protein, CP)
4. ไขมัน (Ether Extract, EE)
5. เยือใย (Crude Fiber, CF)
6. คาร์โบไฮเดรต (Nitrogen Free Extreact, NFE)
ตัวอย่างที่ใช้ได้ในการวิเคราะห์
เช่น พืชสด หญ้าหมัก เนื้อ มูลสัตว์ รำ ข้าวโพดบด
ผลิตภัณฑ์แห้ง
ตารางที่ 3-69 แสดงองค์ประกอบของระบบโภชนะอาหาร

ตารางที่
3-70 แสดงส่วนประกอบของโภชนะที่พบในการวิเคราะห์แต่ละส่วนด้วยวิธี
Proximate
Analysis หรือ Weende Analysis
การวิเคราะห์ความชื้น
(Moisture)
นำตัวอย่างอบในตู้ drying oven ที่อุณหภูมิ 102
105 ๐C 1 คืน ขึ้นอยู่กับตัวอย่าง น้ำหนักที่หายไป
คือ ความชื้น ซึ่งสามารถคำนวณหาปริมาณวัตถุแห้งได้โดย
% วัตถุแห้ง(dry matter, DM) = 100 - % moisture
จากการศึกษาความชื้น พบว่า น้ำหนักที่หายไปอาจไม่ใช่ความชื้นทั้งหมด
แต่อาจมีสารที่ระเหยได้ง่าย เช่น กรดไขมันระเหยได้ง่าย
หรือแอมโมเนียในอาหาร พวก พืชหมัก ฟางหมัก หรือของเหลวจากกระเพาะรูเมน
การวิเคราะห์เถ้า
(Ash)
โดยนำตัวอย่างอาหารใส่ถ้วยทนไฟที่ชั่งน้ำหนักแล้วบันทึกน้ำหนักถ้วยพร้อมตัวอย่าง
นำไปเผาที่อุณหภูมิประมาณ 500 600 ๐C จนกลายเป็นเถ้าทิ้งให้เย็น
ชั่งน้ำหนักอีกครั้ง ส่วนของสารอินทรีย์ที่เหลือ คือ
อินทรีย์สาร (Inorganic Substance) ซึ่งมีแร่ธาตุเป็นองค์ประกอบดังนั้นจึงนำไปวิเคราะห์หาปริมาณ
Ca และ P ต่อไป ยกเว้น แร่ธาตุ ไอโอดีน และซิลีเนียมที่สลายตัวขณะที่เผา
การวิเคราะห์โปรตีน (Crude Protein, CP)
โปรตีนจะมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบโดยการวิเคราะห์วิธีนี้จะหาปริมาณไนโตรเจนในตัวอย่างนั้นก่อน
โดยจะชั่งน้ำหนักตัวอย่างในหลอดแก้วก้นกลม และเติมแคทาลิส(catalyst)
เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาจากนั้นนำไปย่อยด้วยกรดซัลฟูริกเข้มข้นในสภาพความร้อนจนสารละลายใส
ส่วนของสารประกอบไนโตรเจนที่เป็นของโปรตีนแท้ (true
protein) และไม่ใช่โปรตีน(non protein nitrogen, NPN)
จะถูกเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียซัลเฟต (ammonium sulfate,
(NH4)2SO4) เมื่อเย็นเติมด่างโซเดียมไฮดรอกไซด์ (sodium
hydroxide) ด้วยกรดบอริก (boric acid) ความเข้มข้น 2
4% จากนั้นนำไปไตเตรท(titrate) กับกรดเกลือ (HCL)
มาตราฐานความเข้มข้น 0.1 นอร์มอล(0.1 N HCL) หาความเข้มข้นของไนโตรเจนในตัวอย่าง
(%N) ซึ่งโปรตีนจะมีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบเฉลี่ย16%ดังนั้น
%N จึงคำนวณหา crudeprotein (CP) โดยสูตร
การวิเคราะห์ไขมันหรือสารสกัดอีเธอร์
(Ether Extract, EE)
การหาสามารถสกัดด้วยสารละลายอินทรีย์
เช่น ไดเอทิลอีเธอร์ และปิโตรเลียมอีเธอร์ ด้วยเครื่องมือ
ซอกเลทแอพพาลาตัส (soxhlet apparatus) การวิเคราะห์จะได้ไขมัน
และสารละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ปนมา เช่น วิตามินที่ละลายได้ในไขมัน
A, D, E และ K ฮอร์โมนจำพวกสเตอรอยด์ (steroid hormone)
และสารสี เช่น คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) และแคโรทีนอยด์
(carotenoid) จากนั้นตัวทำละลายจะสลายออกด้วยความร้อนที่เหลือคือ
ไขมัน
การวิเคราะห์เยื่อใย
(Crude Fiber, CF)
คือ
ส่วนของคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยได้ยาก เป็นส่วนของผนังเซลล์พืช
ประกอบด้วยเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน ที่ทนต่อการย่อยด้วยกรด
และด่าง จึงวิเคราะห์ด้วยสารละลายกรดซัลฟูริกเจือจางประมาณ
10 นาที นำมากรองล้างกรดออก แล้วนำไปต้มกับด่างออกที่เหลือ
คือ เยื่อใยและเถ้า นำไปใส่ในตู้อบให้ความชื้นระเหยไป
จากนั้นนำไปเผาที่อุณหภูมิ 550 ๐C ส่วนที่เหลือ นำไป
ชั่งน้ำหนักแล้วนำมาหักออกจากน้ำหนักเดิม สามารถคำนวณหาโดยปริมาณเยื่อใย
(CF)ได้
ไนโตรเจนฟรีเอกซ์แทรก
(Nitrogen Free Extract, NFE)
ประกอบด้วย
คาร์โบไฮเดรตที่ย่อยได้ง่าย ได้แก่แป้ง และน้ำตาลอาจมีส่วนเฮมิเซลลูโลส
และลิกนิน ค่านี้ไม่ได้วิเคราะห์โดยตรงแต่ได้จากการคำนวณดังสูตร

ถ้าคำนวณเป็นค่า
dry matter basis คือ ไม่มีความชื้นจะใช้แทนค่า %DM
ด้วย 100

ตารางที่
3-71 แสดงส่วนของโภชนะในการวิเคราะห์แบบ Weende (Proximale
Analysis)
ข้อดีของการวิเคราะห์แบบ
Proximate analysis เครื่องมือไม่ซับซ้อน วิเคราะห์คุณภาพของวัตถุดิบนั้นได้อาหารจากการวิเคราะห์โดยวิธีนี้หาข้อมูลเปรียบเทียบได้ง่าย
ข้อเสียของการวิเคราะห์แบบ Proximate analysis ไม่สามารถบอกถึงปริมาณโภชนะแต่ละชนิดในอาหารค่าที่ได้ไม่ถูกต้องนัก
เพราะมีโภชนะอื่นแฝงอยู่ด้วย วิธีนี้ใช้เวลาและแรงงานในการชั่ง
อบมาก และค่าของเยื่อใยไม่สามารถแยกส่วนประกอบได้ เช่น
เพคติน (Pectin) เฮมิเซลยูโลส และลิกนิน อยู่ในส่วนของ
NEF เพราะฉะนั้นจึงทำให้การวิเคราะห์หาปริมาณเยื่อใย
โดยวิธีดีเทอร์เจอร์ (Detergent method)
การวิเคราะห์อาหารแบบวิธีดีเทอร์เจอร์ (Detergent
method)
มีวัตถุประสงค์เพื่อแยกองค์ประกอบผนังเซลล์พืชเซลยูโรส
เฮมิเซลยูโลส และลิกนินที่น้ำย่อยสัตว์กระเพาะเดี่ยวไม่สามารถย่อยผนังเซลล์พืชได้
แต่ในสัตว์เคี้ยวเอื้องจุลลินทรีย์สามารถเซลยูโลสได้
แต่ไม่สามารถย่อยลิกนินได้ ถ้าทราบปริมาณองค์ประกอบดังกล่าวจะทำให้ทราบคุณค่าของอาหารพืชสัตว์นั้น
รูปที่
3-33 : แสดงการสรุปการวิเคราะห์แบบวิธี Detergent Feed
Analysis
ที่มา : Shapiro (2001)
วิธีการวิเคราะห์โดยต้มตัวอย่างกับสารละลาย neutral
detergent soluble ส่วนที่ละลายและถูกกรองทิ้งภายในเซลล์
(Cell Content, CC) ส่วนที่ย่อยได้ง่าย กากเหลืออยู่ในตะแกรง
คือส่วนของผนังเซลล์เรียกว่า นิวทรัล ดีเทอร์ เจนท์ไฟเบอร์
(neutral detergent fiber, NDF)
ผนังเซลล์นี้นำมาต้มกับสารละลาย acid detergent ส่วนที่ละลายและถูกกรองทิ้ง
(acid detergent soluble, ADS) คือ hemicellulose ส่วนที่เหลือที่อยู่ในตะแกรงคือ
ส่วนของลิกนินและเซลยูโลส ลิกนิน เรียกว่า แอซิด อีเทอร์
เจนท์ไฟเบอร์ (acid detergent soluble, ADF)
นำ
acid detergent fiber มาต้มกับกรดกำมะถัน (72% H2SO4)
หรือ สารละลายด่างทับทิม (Potassium permanganate, KmnO4)
ส่วนที่สลายตัวคือ cellulose ส่วนที่เหลือคือลิกนินสลายไปเหลือ
AIA นำมาหักลบสามารถหาค่าลิกนิน (acid detergent lignin,
ADL)
ตารางที่
3-72 แสดงตัวอย่างองค์ประกอบของอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้องคิดเป็นร้อยละของวัตถุ
แห้ง (dry matter basis)

หน้า
1 2
3 4
5 6
7 8
9 10
11 12
13 14
15 16